Social Network

poll

ความพึงพอใจต่อการให้บริการของเจ้าหน้าที่ภายในสนามกีฬาฯ 700 ปี
 
mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterวันนี้1444
mod_vvisit_counterเมื่อวานนี้1219
mod_vvisit_counterสัปดาห์นี้11590
mod_vvisit_counterสัปดาห์ก่อนหน้านี้24099
mod_vvisit_counterเดือนนี้51833
mod_vvisit_counterเดือนก่อนหน้านี้26135
mod_vvisit_counterรวมทั้งหมด3388714

We have: 34 guests online
IP ของท่าน: 54.198.139.134
วันที่ : 27 มิ.ย. 2017

ประวัติความเป็นมา สนามกีฬาสมโภชเชียงใหม่ 700 ปี

 

 

เมืองเชียงใหม่มีชื่อที่ปรากฏในตำนานว่า "นพบุรีศรีนครพิงค์เชียงใหม่" เป็นราชธานีของอาณาจักรล้านนาไทยตั้งแต่พระยามังรายได้ทรงสร้างขึ้น เมื่อ พ.ศ. 1839นับถึงปัจจุบันจะมีอายุครบรอบ 700 ปี ในปี พ.ศ. 2539   เชียงใหม่มีฐานะเป็นนครหลวงอิสระตามประวัติศาสตร์มีวิวัฒนาการต่อเนื่องกัน มาโดยตลอด  ประมาณ 200 ปี(ระหว่าง พ.ศ. 1839 - 2101)  เชียงใหม่ได้เสียเอกราชให้แก่กษัตริย์พม่าชื่อ บุเรงนอง   และได้ตกอยู่ภายใต้การปกครองของพม่านานร่วมสองร้อยปี   ตราบจนมาถึงสมัยสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชและพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชได้ทรง ช่วยเหลือล้านนาไทยภายใต้การนำของพระยากาวิละและพระยาจ่าบ้าน   ในการทำสงครามขับไล่พม่าออกไปจากเชียงใหม่และเมืองเชียงแสนได้สำเร็จ  พระบาท สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชจึงได้สถาปนาพระยากาวิละเป็นเจ้าเจ็ดตนได้ปกครองเมืองเชียงใหม่เมืองลำพูน และลำปางสืบต่อกันมา  จนกระทั่งในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้า อยู่หัวได้โปรดให้ปฏิรูปการปกครองหัวเมืองประเทศราช  ได้ยกเลิกการมีเมืองประเทศราชในภาคเหนือ  จัดตั้งการปกครองแบบ มณฑลเทศาภิบาลเรียกว่ามณฑลพายัพและเมือง  ครั้นต่อมาใน พ.ศ. 2476 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ปรับปรุงการปกครองแบบจังหวัดขึ้น จังหวัดเชียงใหม่จึงฐานะเป็นจังหวัดจนถึงปัจจุบันนี้
         

 วันที่ 1 ตุลาคม 2530  กระทรวงมหาดไทยได้มีคำสั่งโยกย้ายแต่งตั้ง ดร.ไพรัตน์ เดชะรินทร์  ผู้ว่าราชการจังหวัดชัยนาทมาดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่  (ตำแหน่งในขณะนั้น) ทำให้ประชาชนจังหวัดเชียงใหม่โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในวงการกีฬาของจังหวัดมี ความยินดีเป็นอย่างยิ่ง   เนื่องจากเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดที่ได้รับพระราชทานสังข์เงินและได้รับยกย่องจากสมาคมผู้สื่อข่าวกีฬาแห่ง ประเทศไทยว่าเป็น "ผู้ว่ากีฬา"  ซึ่งในขณะนั้นมีผู้ว่าราชการจังหวัดเพียงไม่กี่คนที่มีความ รักและให้ความสนใจในการส่งเสริมกีฬาเป็นพิเศษจนเป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไป
           หลังจากที่ได้เดินทางมารับตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่เรียบร้อยแล้ว  ดร.ไพรัตน์ เดชะรินทร์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่(ตำแหน่งในขณะนั้น)
ในฐานะของประธานคณะกรรมการส่งเสริมกีฬาจังหวัดเชียงใหม่จึงได้เชิญคณะ กรรมการการกีฬาจังหวัดประชุมปรึกษาหารือเพื่อกำหนดนโยบายในการส่งเสริมกีฬา
จังหวัดเชียงใหมขึ้น 6 ประการ  เป็นการชี้เป้าหมายและทิศทางในการส่งเสริมกีฬาจังหวัดเชียงใหม่ที่ เป็นรูปธรรมและชัดเจนจึงทำให้การกีฬาของจังหวัดเชียงใหม่
เริ่มคึกคักขึ้น  แต่ปัญหาสำคัญในการจัดการแข่งขันกีฬาของจังหวัดเชียงใหม่ คือ สภาพสนามกีฬาที่ชำรุดทรุดโทรม ไม่ทันสมัย และจุผู้ชมได้น้อย ทางจังหวัดเชียงใหม่
โดย ร.อ.อริยะ อุปารมี รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ (ตำแหน่งในขณะนั้น) ซึ่งได้รับมอบหมายให้เป็นผู้รับผิดชอบงานกีฬาของจังหวัดเชียงใหม่  จึงได้ทำ หนังสือถึง
การกีฬาแห่งประเทศไทยเพื่อขอความร่วมมือส่งผู้บริหารที่สามารถตัดสินใจได้ และช่างไปสำรวจประเมินค่าใช้จ่ายสนามกีฬาที่มีอยู่ทั้งหมด  การกีฬาแห่ง ประเทศไทยได้ส่ง
ดร.สมชาย ประเสริฐศิริพันธ์ รองผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย (ตำแหน่งในขณะนั้น) พร้อมด้วยช่างคือ นายสุธา ลีลาธรรม และ นายเจริญ สว่างพงษ์
ดินทางมาร่วมประชุมและสำรวจสนามกีฬา ซึ่งได้ข้อสรุปว่าสนามกีฬาเทศบาลเชียงใหม่ มีพื้นที่ 71 ไร่ 3 งาน 66 ตารางวา ซึ่งคับแคบเกินไป  อีกทั้งมีสิ่งปลูกสร้างเต็มพื้นที่
ไปหมด  ไม่สามารถที่จะก่อสร้างหรือขยายอาคารต่างๆ เพิ่มเติมได้  หากจะมีการปรับปรุงให้ทันสมัยต้องทุบของเก่าทิ้งเพื่อสร้าง ใหม่ทดแทนซึ่งไม่คุ้มค่ากัน  ด้วยเหตุนี้
ดร.สมชาย ประเสริฐศิริพันธ์ รองผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย จึงได้เสนอแนะให้จังหวัดเชียงใหม่หาที่ดินประมาณ 200 - 250 ไร่ เพื่อจัดสร้างสนามกีฬาแห่งใหม่
ซึ่งจะสอดคล้องกับแผนการสร้างสนามกีฬาเมืองหลักของการกีฬาแห่งประเทศไทยที่ ได้กำหนดจะสร้างศูนย์กีฬาภาคเหนือขึ้น ณ จังหวัดเชียงใหม่อยู่แล้ว
           ในการจัดหาพื้นที่เพื่อจัดสร้างสนามกีฬาแห่งใหม่ นายพีระ ฟองกาวิรัตน์ หัวหน้าสำนักงานการกีฬาแห่งประเทศไทยจังหวัดเชียงใหม่ (ตำแหน่งในขณะนั้น)
ร่วมกับ พ.อ.(พิเศษ)อินทรัตน์ ยอดบางเตย (ยศในขณะนั้น)   นายกสมาคมกีฬาแห่งจังหวัดเชียงใหม่  และนายทนงศักดิ์ กัลยา กรรมการบริหารสมาคมกีฬา
แห่งจังหวัดเชียงใหม่ (ตำแหน่งในขณะนั้น) ได้ร่วมกันตรวจสอบพื้นที่จากราชพัสดุจังหวัดเชียงใหม่ และฝ่ายยุทธโยธาจังหวัดทหารบกเชียงใหม่ จึงทราบว่าพื้นที่จำนวน
200 ไร่ ขึ้นไป ของจังหวัดเชียงใหม่มีอยู่หลายแห่ง แต่กองทัพบกเป็นผู้ครอบครองใช้ประโยชน์อยู่ทั้งสิ้นจึงได้นำความเรียนให้ผู้ ว่าราชการเชียงใหม่เพื่อทราบ
          

      วันที่ 15 กันยายน 2531 เวลา 14.00 น. ได้มีการประชุมคณะกรรมการผู้ก่อตั้งมูลนิธินวมินทราชูทิศ พายัพ ณ โรงเรียนนวมินทราชูทิศ พายัพ โดย พล.ท.ศิริทิวะพันธุ์

แม่ทัพภาค 3 (ยศในขณะนั้น) เป็นประธาน และ ดร.ไพรัตน์ เดชะรินทร์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ได้เข้าร่วมประชุมด้วยหลังการประชุม ดร.ไพรัตน์ เดชะรินทร์

ได้หารือกับ แม่ทัพภาคที่ 3 และพล.ต.ธีระ เล็กวิเชียร ผู้บังคับการจังหวัดทหารบกเชียงใหม่ (ยศในขณะนั้น) เกี่ยวกับพื้นที่ที่จะใช้สร้างสนามกีฬาจังหวัด เชียงใหม่ ในการหารือครั้งนี้มี

นายมานิต ศรีพิทักษ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนนวมินทราชูทิศ พายัพ ร่วมสนทนาด้วย จึงได้ข้อมูลพื้นที่ของจังหวัดทหารบกเชียงใหม่
แปลงที่อยู่ระหว่าง โรงเรียนนวมินทราชูทิศ พายัพ กับศูนย์วิจัยโคนมภาคเหนือมีเนื้อที่ประมาณ 250 ไร่ กองพันทหารปืนใหญ่ที่ 7 ใช้ประโยชน์เป็นสนามฝึกยิงปืนเล็กยาวอยู่
ดร.ไพรัตน์ เดชะรินทร์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ จึงได้เสนอขอพื้นที่แปลงดังกล่าวเพื่อใช้สร้างสนามกีฬาจังหวัดเชียงใหม่ โดยจะสร้างสนามยิงปืนให้ใหม่
พล.ท.ศิริ ทิวะพันธุ์ แม่ทัพภาคที่ 3 (ยศในขณะนั้น) และ พล.ต.ธีระ เล็กวิเชียร (ยศในขณะนั้น) เห็นชอบในหลักการไม่ขัดข้อง ให้ทางจังหวัดเชียงใหม่ทำเรื่องขอใช้
อย่างเป็นทางการไปยังกองทัพบก โดยทั้ง 2 ท่านจะให้การสนับสนุน
        

   วันที่ 23 กันยายน 2531 นายพีระ ฟองดาวิรัตน์ หัวหน้า สำนักงาน กกท. จังหวัดเชียงใหม่   ได้เขียนโครงการสร้างสนามกีฬาจังหวัดเชียงใหม่ขึ้นชื่อ

"โครงการสร้างสนามกีฬาเมืองหลักเฉลิมฉลอง 700 ปี นพบุรีศรีนครพิงค์เชียงใหม่" (พ.ศ. 2539)   แล้วส่งโครงการ ขอใช้พื้นที่ในการสร้างสนามกีฬาไปยังจังหวัด
ทหารบกเชียงใหม่ กองทัพภาคที่ 3 และกองทัพบก
         

  วันที่ 19 ธันวาคม 2531 กองทัพบก มีหนังสือที่ กห.0404/2595 อนุญาตให้จังหวัดเชียงใหม่ใช้พื้นที่ในการสร้างสนามกีฬาได้แต่มีเงื่อนไขว่า หากกองทัพบก
มีความจำเป็นที่จะต้องใช้พื้นที่เพื่อการทหารจะต้องส่งมอบคืนให้
          

วันที่ 9 เมษายน 2532 ฯพณฯ พ.อ.พล เริงประเสริฐวิทย์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (ตำแหน่งในขณะนั้น)  ผู้ดูแลกำกับงานของการกีฬาแห่ง
ประเทศไทย ได้ส่ง นายวิจิตร แจ่มใจ  ซึ่งเป็นเลขานุการส่วนตัวเดินทางขึ้นมายังจังหวัดเชียงใหม่  เพื่อหาข้อมูลเกี่ยวกับการประชุม ครม.สัญจรที่จะจัดขึ้น  ณ จังหวัดเชียงใหม่ ว่าจังหวัดเชียงใหม่มีโครงการอะไรที่น่าสนใจ  และสำคัญเกี่ยวกับเรื่องกีฬาที่จะให้นำเสนอคณะรัฐมนตรีได้พิจารณาบ้าง นายพีระ ฟองดาวิรัตน์ หัว หน้าสำนักงาน กกท. จังหวัดเชียงใหม่ จึงนำความเข้าแจ้งต่อ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่พร้อมเสนอหนังสือลงนามถึง ฯพณฯรองนายก รัฐมนตรี พล.อ.เทียนชัย ศิริสัมพันธ์ (ตำแหน่งในขณะนั้น) ฯพณฯ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ฯพณฯ พ.อ.พล เริงประเสริฐวิทย์ (ตำแหน่ง ในขณะนั้น) ผู้ว่าการกีฬาแห่งประเทศไทย และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของจังหวัดเชียงใหม่อีก 9 คน  ขอความร่วมมือสนับสนุนและผลักดัน   "โครงการสร้างสนามกีฬาเมืองหลักเฉลิมฉลอง 700 ปี นพบุรีศรี
นครพิงศ์เชียงใหม่" (พ.ศ. 2539)  ให้ได้เข้าวาระพิจารณาในการประชุม ครม.สัญจร ณ จังหวัดเชียงใหม่
        

   วันที่ 3 พฤษภาคม 2532 การกีฬาแห่งประเทศไทยได้มีหนังสือถึง เลขาธิการคณะรัฐมนตรีขอให้นำเรื่อง "โครงการสร้างสนามกีฬาเมืองหลักเฉลิมฉลอง 700 ปี นพบุรีศรีนครพิงศ์เชียงใหม่" เสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาในคราวประชุมคณะรัฐมนตรีในส่วนภูมิภาค ณ จังหวัดเชียงใหม่ ในวันที่ 13 พฤษภาคม 2532 คณะรัฐมนตรี
ในคราวประชุม ครม.สัญจรวันที่ 13 พฤษภาคม 2532 ณ โรงแรมเชียงใหม่พลาซ่า จังหวัดเชียงใหม่ ได้มีมติเป็นชอบในหลักการของโครงการสร้างสนามกีฬาเมืองหลัก
เฉลิมฉลอง 700 ปีเมืองเชียงใหม่ตามที่สำนักนายกรัฐมนตรีเสนอ โดยให้การกีฬา แห่งประเทศไทยจัดทำรายละเอียดและรูปแบบรายการก่อสร้างทำข้อตกลงกับ
สำนักงบประมาณต่อไป
          

วันที่ 9 ตุลาคม 2532 กรมธนารักษ์ได้มีหนังสือที่ กค. 0407/8468 แจ้งให้ทราบเรื่องอนุญาตให้ใช้ที่ราชพัสดุสร้างสนามกีฬาจังหวัดในเนื้อที่ 236 ไร่ 1 งาน 9 ตารางวา

โดยมีเงื่อนไข 7 ประการตามระเบียบของกรมธนารักษ์
        

   จากการที่คณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบในหลักการให้สร้างสนามกีฬาเมืองหลักเฉลิม ฉลอง 700 ปี เมืองเชียงใหม่และในขณะเดียวกัน ปี พ.ศ. 2538  ประเทศไทย
ได้รับเกียรติให้เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 18 ดังนั้นจังหวัดเชียงใหม่และผู้เกี่ยวข้องทุก ๆ ฝ่าย จึงมีการเคลื่อนไหวที่จะขอให้ใช้สนามกีฬาเมืองหลัก
เฉลิมฉลอง 700 ปี เมืองเชียงใหม่ที่ได้สร้างขึ้น   ในการนี้ นายอำนวย ยศสุข  สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ (ตำแหน่งในขณะนั้น)   ซึ่งเป็นประธาน
คณะกรรมาธิการสวัสดิการและการกีฬา  ได้ประสานงานกับการกีฬาแห่งประเทศไทยและคณะกรรมการโอลิมปิคแห่งประเทศไทย เพื่อดำเนินการจัดการประชุมสัมนาเรื่อง

"เชียงใหม่กับการเป็นเจ้าภาพจัดซีเกมส์ พ.ศ. 2538" ระหว่างวันที่ 27 - 28 มีนาคม 2534 ณ โรงแรมเชียงใหม่พลาซ่า จังหวัดเชียงใหม่ ได้ผลสรุปว่า จังหวัดเชียงใหม่
สมควรได้รับการพิจารณาให้เป็นผู้จัดการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 18 พ.ศ. 2538 หากไม่จัดการแข่งขันที่กรุงเทพมหานคร
         

  คณะกรรมการการกีฬาแห่งประเทศไทยในการประชุมเมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2534   มีมติเห็นชอบให้นำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณากำหนดเป็นนโยบายให้
จังหวัดเชียงใหม่   เป็นสถานที่จัดการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 18 พ.ศ.2538 ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ  และให้ผนวกการก่อสร้างสนามยิงปืนและเวลโลโดรมไว้
ในโครงการจัดสร้างสนามกีฬาเพื่อรองรับการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ด้วย โดยให้การกีฬาแห่งประเทศไทย จัดทำรายละเอียด ข้อมูลและแผนการเงินของโครงการให้สมบูรณ์
และชัดเจนในการนำเสนอคณะรัฐมนตรีต่อไป
        

   คณะ รัฐมนตรีในการประชุมปรึกษาหารือ เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2534 มีมติเห็นชอบในนโยบายที่ให้จังหวัดเชียงใหม่เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬา ซีเกมส์ ครั้งที่ 18
พ.ศ. 2538 ตามที่การกีฬาแห่งประเทศไทยเสนอ
           หลัง จากที่คณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบแล้ว   งานการก่อสร้างสนามกีฬาเฉลิมฉลอง 700 ปี เมืองเชียงใหม่ ก็ไม่ก้าวหน้าไปเท่าที่ควร มีปัญหามากมายและมีกระแส
ความกดดันต่าง ๆ ไม้เว้นแต่ละวัน ทุกฝ่ายเป็นห่วงกลัวว่าการก่อสร้างสนามกีฬาจะเสร็จไม่ทันใช้ในการแข่งขัน กีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 18 พ.ศ. 2538 กระแสทุกฝ่ายจึงมุ่งเป้า
มาที่ ดร.สมชาย ประเสริฐศิริพันธ์ ผู้ว่าการกีฬาแห่งประเทศไทย (ตำแหน่งในขณะนั้น) ซึ่งท่านก็ได้ยืนยันอย่างหนักแน่นว่าเสร็จทันแน่นอน หากไม่เสร็จยินดีพิจารณา
ตัวเองออกจากตำแหน่งผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย
        

   วันเสาร์ที่ 15 กุมภาพันธ์ 2535 ดร.สมชาย ประเสริฐศิริพันธ์ ผู้ว่าการกีฬาแห่งประเทศไทย (ตำแหน่งในขณะนั้น) ได้นำดอกไม้ธูปเทียนไปไหว้ทำพิธีบอกกล่าว
เจ้าบ้านเจ้าเมืองและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่รักษาเมืองเชียงใหม่ประกอบด้วย &อนุสาวรีย์ 3 กษัตริย์  สถูปพ่อขุนเม็งราย  ศาลเจ้าพ่อหลักเมือง อนุสาวรีย์ครูบาศรีวิชัย และศาลพระภูมิ
พื้นที่สร้างสนามกีฬาเพื่อแจ้งให้ทราบว่า "การกีฬาแห่งประเทศไทยจะมาสร้างสนามกีฬาเฉลิมฉลอง 700 ปีให้กับเมืองเชียงใหม่   มาสร้างความเจริญให้กับบ้านเมือง
เชียงใหม่   หากมีปัญหาใด ๆ  ที่ติดขัดก็ขอให้ดลบันดาลให้ได้รับการแก้ไขและสำเร็จลุล่วงเป็นไปด้วยความ เรียบร้อย"   จากวันนั้นเป็นต้นมางาน ต่าง ๆ ก็มีความก้าวหน้า
สำเร็จเป็นไปตามขั้นตอนที่ได้วางไว้
        

   วัน ที่ 17 มีนาคม 2535 คณะรัฐมนตรีในการประชุมปรึกษาพิจารณาเรื่องที่สำนักงบประมาณเสนอขออนุมัติ ให้การกีฬาแห่งประเทศไทย ก่อหนี้ผูกพันงบประมาณ
ค่าก่อสร้างสนามกีฬาเมืองหลักเฉลิมฉลอง 700 ปี เมืองเชียงใหม่ และลงมติอนุมัติให้ก่อหนี้ผูกพัน (ขยายวงเงิน) เป็นวงเงิน 538,455,000 บาท ประกอบด้วย ค่าก่อสร้าง
520,198,000 บาท ค่าออกแบบและควบคุมงาน 18,275,000 บาท

วันที่ 29 เมษายน 2535 การกีฬาแห่งประเทศไทยได้ลงนามสัญญาจ้างให้ บริษัทที่ปรึกษา คีน จำกัด เป็นผู้ออกแบบงานโครงการสร้างสนามกีฬาเมืองหลักเฉลิมฉลอง 700 ปี

เมืองเชียงใหม่
         

  วัน ที่ 11 พฤษภาคม 2535 ได้มีการประชุมเกี่ยวกับการใช้พื้นที่ในการสร้างสนามกีฬาเฉลิมฉลอง 700 ปี เมืองเชียงใหม่ ณ ห้องประชุมศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่

โดยสำนักงานชลประทานจังหวัดเชียงใหม่ขอสับเปลี่ยนพื้นที่ด้านทิศตะวันตก เฉียงใต้ โดยตัดแบ่งพื้นที่ด้านทิศตะวันตกตลอดแนวเชิงเขื่อนห้วยจอกมีเนื้อที่ใกล้ เคียงกันให้

18.07 ไร่ และโรงเรียนนวมินทราชูทิศ พายัพ ยินดีตัดแบ่งที่ดินด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือเพิ่มให้อีกประมาณ 34 ไร่   เพื่อใช้ในการสร้างโรงพลศึกษาและสนามจักรยาน
เพิ่มเติม จึงทำให้มีพื้นที่ในการก่อสร้างทั้งหมด 270 ไร่ 1 งาน 98 ตารางวา
       

    วันที่ 7 ตุลาคม 2536 เวลา 11.59 - 12.19 น. พิธีวางศิลาฤกษ์สนามกีฬาเมืองหลักเฉลิมฉลอง 700 ปี เมืองเชียงใหม่ โดยมี ฯพณฯ นายเทอดพงษ์ ไชยนันทน์

รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธี
       

    วันที่ 23 สิงหาคม 2537 เวลา 10.00 น. จังหวัดเชียงใหม่ได้เชิญผู้เกี่ยวข้องร่วมประชุมพิจารณาตั้งชื่อสนามกีฬา เฉลิมฉลอง 700 ปี เมืองเชียงใหม่ เสียใหม่ เพื่อให้สั้น

และเหมาะสม ที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้ตั้งชื่อว่า "สนามกีฬาสมโภชเชียงใหม่ 700 ปี" แล้วมีหนังสือที่ ชม. 0015.2/ว.40679 ลงวันที่ 23 สิงหาคม 2537 เวียนให้

กส่วนราชการทราบโดยทั่วกัน


           รวม มูลค่าก่อสร้างสนามกีฬาสมโภชเชียงใหม่ 700 ปี และระบบสาธารณูปโภค เป็นเงินรวมทั้งสิ้น 1,582,907,277.75 บาท (หนึ่งพันห้าร้อยแปดสิบสองล้าน
เก้าแสนเจ็ดพันสองร้อยเจ็ดสิบเจ็ดบาทเจ็บสิบห้าสตางค์)